May 25, 2022

5 ข้อผีแดงแพ้ ตราหมี ร่วงชปล. ทำโรนัลโด้ไม่มีแชมป์ติดมือครั้งแรกในรอบ16ปี

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบ16 ทีมสุดท้ายระหว่างคู่ ปิศาจแดง กับ ทีม “ตราหมี”จบไปเรียบร้อยแล้ว สรุปแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด ต้องนั่งเช็ดน้ำตาที่เห็นทีมรักตกรอบ16 ทีมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปเรียบร้อยแล้ว หลังเปิดสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แพ้ทีม“ตราหมี”  แอตเลติโก มาดริด 0-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 รวมสกอร์ 2 เกมแพ้ไป 1-2 ทำให้ตอนนี้ “ปีศาจแดง” ไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือแน่นอนในฤดูกาลนี้ แถมยังต้องรีบกลับมาเรียกสติและรวมพลังให้เร็วที่สุด เพราะพวกเขาต้องพยายามทำผลงานให้ดีที่สุดเผื่อติด Top 4ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่งั้นอาจจะไม่ได้โควตากลับมาชิงชัยถ้วย “บิ๊กเอียร์” ในฤดูกาลหน้าก็ได้

  1. โรนัลโด้ CR7 กับฟอร์มที่น่าผิดหวัง

CR7 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพิ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการยิงแฮตทริกในเกมลีกชนะ ไก่เดือยทอง สเปอร์ส 3-2 แถมเขายังมีสถิติยอดเยี่ยมในเวลาที่พบกับ ทีม ตราหมี แอต.มาดริด แต่ในเกมนี้ CR7 ไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งอย่างที่แฟนผีแดงคาดหวังเอาไว้ได้เลย โดยตลอดทั้งเกม  โรนัลโด้ ไม่มีโอกาสลุ้นทำประตูแม้แต่ครั้งเดียว ที่สำคัญนี่เป็นครั้งที่3ที่เขาลงเล่นเต็มเกม 90 นาทีที่ไม่มีจังหวะลุ้นทำประตูเลย ซึ่งก่อนหน้านี้2ครั้งเกิดขึ้นในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พบ พานาธิไนกอส เมื่อปี 2003 และ ราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด พบ บาร์เซโลน่า ปี 2011 ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ย่ำแย่ของผีแดง ดังนั้นต้องบอกเลยว่านี่เป็นเรื่องที่สุดเจ็บปวดของ ดาวเตะโรนัลโด้ ชาวโปรตุกีส เพราะนอกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ตกรอบแล้ว สถิติก็ไม่น่าจดจำด้วย ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ โรนัลโด้ จบฤดูกาลโดยที่ไม่มีแชมป์ในระดับสโมสรติดมือเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี

  1. กุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ทีเด็ดปราบทีมอังกฤษ

แท็กติกของ กุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ในเกมนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบจริงๆ เพราะเขาวางหมากให้ลูกทีมเล่นเกมรับแบบเหนียวแน่น และรอจังหวะโต้สวนกลับแบบเฉียบคม ทำให้ระบบนี้ของ ตราหมี ถือว่าได้ผลดีเยี่ยม เพราะในครึ่งแรก แอตเลติโก มาดริด  มีจังหวะสวนกลับสวยๆได้ หลายครั้ง จนกระทั่งมาได้ประตูจาก เรนาน โลดี้ ในขณะที่เกมครึ่งหลัง “ตราหมี” เล่นตามแผนเน้นรับเหนียวแน่นเป็น2เท่า ยิ่งทำให้ ทีมปิศาจแดง ไม่สามารถเจาะบอลเข้าทำในเขตโทษ ส่งผลให้พวกเขาต้องพยายามเปิดบอลจากด้านข้าง หรือไม่ก็ยิงไกลซึ่งไม่เข้าเป้าอีกต่างหาก ดังนั้นชัยชนะในเกมนี้ต้องยกเครดิตให้กับการวางแผนอันแยบยลของ “เอล โชโล่” ยิ่งไปกว่านั้น กุนซือ ซิเมโอเน่ ถือเป็นตัวแสบของสโมสรจากอังกฤษ เพราะเขานำทีม ตราหมี  แอต.มาดริด เขี่ยทีมเมืองผู้ดีตกรอบน็อกเอาต์หลายทีม เริ่มตั้งแต่ เชลซี (2013/2014 รอบรองชนะเลิศ), ลิเวอร์พูล (2019/2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย) และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด   (2021/2022 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

  1. โอบัค คีย์แมนสำคัญของทีม แอต.มาดริด

ยาน โอบลัคเป็น1 ในนักเตะแอต. มาดริด ที่ต้องบอกว่ามีส่วนสำคัญต่อการบุกมาชนะ ปิศาจแดง ในเกมนี้คงหนีไม่พ้น ยาน โอบลัค ผู้รักษาประตูชาวสโลเวเนีย ที่ป้องกันลูกยิงในจังหวะสำคัญที่มีต่อผลการแข่งขันอย่างมาก โดยมีหลายครั้งที่เขาแสดงความเป็นผู้นำอยู่หน้าปากประตูคอยสั่งการให้แนวรับป้องกันการบุกของผีแดง นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันลูกโด่ง ที่สำคัญเจ้าตัวยังโชว์ซูเปอร์เซฟจากจังหวะการยิงจ่อๆ ของ อีแลงก้า ที่ใช้ใบหน้าป้องกันได้อย่างเหนือเชื่อในครึ่งแรก กับอีกจังหวะเป็นลูกโขกของ ราฟาแอล วาราน ในครึ่งหลัง ซึ่งช่วยให้ทีมไม่เสียประตูตีเสมอ ดังนั้นหาก เรนาน โลดี้ เป็นฮีโร่ในการทำประตู โอบลัค ก็ควรได้รับการเชิดชูว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในการเซฟประตูของ แอตเลติโก มาดริด

4. ค่ำคืนที่น่าผิดหวังของ มาร์คัส แรชฟอร์ด

โดยในช่วงที่ผ่านมา แอนโธนี่ อีแลงก้า กลายเป็นผู้เล่นตัวหลักในแนวรุกฝั่งขวาของ กุนซือ ราล์ฟ รังนิก ไปแล้ว โดยผลงานของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเหมาะสมที่จะได้ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่ในขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ต้องทำใจกับฟอร์มในช่วงที่ผ่านมาที่น่าผิดหวังเหลือเกิน ยิ่งในเกมนี้ มาร์คัส แรชฟอร์ด   มีโอกาสได้ลงพิสูจน์ตัวเองในช่วงเกมครึ่งหลัง แต่ฟอร์มการเล่นของ แรชฟอร์ด   ไม่เด่นอะไรเลย ที่สำคัญทุกครั้งที่บอลมาถึง แรชฟอร์ด มีแต่เสียกับเสีย ดาวเตะเลือดผู้ดี ไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้เลยเวลาที่มีบอลอยู่กับตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงบอลไม่ผ่าน เล่นแบบไม่มีจินตนาการ ที่สำคัญยังดูเหมือนเล่นเหยาะแหยะเหมือนเด็กอีกต่างหาก ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด ขาดความมั่นใจสุดขีด และถ้าหากสถานการณ์ของนักเตะยังเป็นแบบนี้ต่อไป คำว่า “ดาวรุ่งตลอดกาล” คงจะเหมาะกับเขามากที่สุด

  1. ยังหนักใจ เหลือแค่ลุ้นTop4

ตอนนี้ความฝันที่สาวก ปิศาจแดง จะได้เห็นถ้วยแชมป์ประดับในตู้โชว์ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในซีซั่นนี้คงหมดสิ้นเรียบร้อยแล้ว หลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ทีมรักโดน ตราหมี แอต.มาดริด เขี่ยตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาต้องทำในเวลานี้ก็คือการมีสมาธิกับการทำผลงานให้ดีที่สุดในลีก เพื่อที่จะคว้าโอกาสจบ Top4 และได้ตั๋วกลับมาลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า ดังนั้นแฟนบอลผีแดงต้องทำใจเอาไว้บ้าง เนื่องจาก “ผีแดง” รั้งอยู่อันดับ 5 มี 50 แต้มตามหลัง ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล อันดับ 4 อยู่ 1 แต้ม แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ปิศาจแดง แข่งมากกว่าถึง 3 เกม แน่นอนว่าพวกเขาต้องงัดฟอร์มเก่งขั้นเทพออกมาในช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาล แถมยังต้องภาวนาให้ทีม อาร์เซน่อล สะดุดด้วย ถ้าหากไม่เป็นไปตามนั้น แฟนบอลอาจจะได้เห็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงไปโลดแล่นในเกม ยูโรปา ลีก ก็ได้