November 30, 2022

เปิดประวัติ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ CR7 เครื่องจักรสังหารประตู

เปิดข้อมูลส่วนตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้

  • ชื่อเต็ม : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดอส ซานโต๊ส อเวโร่
  • เกิด : 5 กุมภาพันธ์ 1985 ที่เมืองมาเดรา ประเทศโปรตุเกส
  • อายุ : 36 ปี
  • สัญชาติ : โปรตุเกส
  • ส่วนสูง : 187 เซนติเมตร
  • ตำแหน่ง : กองหน้า/ปีก

ทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอน

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เริ่มต้นนักฟุตบอลด้วยการเข้าทีมเยาวชนของ Andorinha ตอนอายุ 6 ขวบ ก่อนจะย้ายมาอยู่กับทีม Nacional ในอีก 2 ปีต่อมา และฉายแววโดดเด่นจนได้เข้าสู่อคาเดมีของทีม สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรยักษ์ใหญ่ของประเทศโปรตุเกส ในวัย 12 ปี

ในทีมอคาเดมี่ โรนัลโด้ พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น จนกระทั่งถูกดันขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ของสปอร์ติ้ง ลิสบอน และลงประเดิมสนามในลีกโปรตุเกสนัดแรก ด้วยอายุเพียง 17 ปีเท่านั้นซึ่งในซีซั่น 2002-2003 และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับโอกาสลงสนามถึง 31 นัดในทุกรายการ ยิงได้ 5 ประตู ในช่วงดาวรุ่งอายุเพียง 17 ย่าง 18 ปีเท่านั้น ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของสโมสรดังต่างๆทั่วยุโรปและเริ่มให้ความสนใจเจ้าหนูโรนัลโด้

และ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซั่น เมื่อเดือนสิงหาคม 2003 ซึ่ง ทีมปิศาจแดง แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปเยือน ทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอน และเกมจบลงด้วยชัยชนะของ ลิสบอน 3-1 พร้อมกับฟอร์มสุดโหดของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งเล่นงานเกมรับของทีมปิศาจแดงจนปั่นป่วนตลอดทั้งเกม ทำให้เหล่าบรรดานักเตะต้องรีบไปบอกกุนซือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ให้รีบไปกระชากตัวเจ้าดาวรุ่ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้  คนนี้มาร่วมทีมโดยด่วน

ผ่านไปอีกแค่1สัปดาห์ เจ้าหนู  คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อายุ 18 ปี ก็มายืนโดดเด่นเป็นสง่าในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 12.24 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิตินักเตะ “วัยรุ่น” ที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ณ ตอนนั้น

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

การย้ายมายังทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ร้องขอเสื้อหมายเลข 28 ซึ่งเป็นเบอร์เดียวกับที่เขาใส่กับทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่กุนซือ เฟอร์กี้กลับมอบเสื้อหมายเลข 7 ให้กับเขา ซึ่งเป็นเบอร์ของแข้งระดับตำนานอย่าง จอร์จ เบสต์, ไบรอัน ร็อบสัน, เอริค คันโตน่า และ เดวิด เบ็คแฮม   ถ้าเป็นดาวรุ่งคนอื่น เสื้อหมายเลข 7 อาจจะกดดันจนโชว์ฟอร์มไม่ออก แต่ไม่ใช่กับเด็กหนุ่มที่ชื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งใช้เบอร์ 7 เป็นแรงผลักดันให้ตัวเองต้องก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดผู้เล่นเหมือนตำนานเหล่านั้นให้ได้ ยิ่งบวกกับการมียอดกุนซืออย่าง เฟอร์กี้ ช่วยสอนขัดเกลาและฝึกฝน ยิ่งทำให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พัฒนาฝีเท้าได้อย่างรวดเร็ว

โดยในช่วงแรกบนลีกอังกฤษ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถูกวิจารณ์เกี่ยวกับสไตล์การเล่นที่ชอบ “ฉายเดี่ยว” ตะบี้ตะบันเลี้ยงบอลมากจนเกินไป รวมถึงการสับขาหลอกคู่แข่งที่ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งในปีแรกกับปิศาจแดง ในฤดูกาล2003-04 คริสเตียโน่ โรนัลโด้  ยิงซัดไป 6 ลูกจากการลงเล่น 40 นัดในทุกรายการ

และหลังจากนั้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ค่อยๆ ปรับสไตล์การเล่นเพื่อทีมมากขึ้น ตลอดจนสภาพร่างกายและฝีเท้าที่แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ทำให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้  ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดนักเตะพรีเมียร์ลีกแบบไร้ข้อกังขา ด้วยผลงานพาทีมปิศาจแดง คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยซ้อน ในฤดูกาล 2006-07, 2007-08 และ 2008-09 รวมถึงแชมป์อื่นๆ และเกียรติยศส่วนตัวอีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะในปี 2008 ซึ่งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ทั้งรางวัล บัลลงดอร์ และผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟีฟ่ามาครองได้แบบสุดยอด

เรอัล มาดริด

และหลังจากโรนัลโด้ ตัดสินใจยุติเส้นทาง 6 ปีกับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายมา ทีม เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา สเปน ในฤดูกาล 2009-10 ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของโลกในขณะนั้น และในการเปิดตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับเรอัล มาดริด ปรากฏว่ามีแฟนบอลแห่เข้ามาเป็นพยานที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว ถึง 80,000 คนเลยทีเดียว

สำหรับการย้ายมายัง ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ซึ่งเต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลกเกือบทั้งทีม ยิ่งทำให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยกระดับฝีเท้าและผลงานได้สุดยอดมากขึ้นไปอีก พร้อมกับกวาดถ้วยทุกแชมป์ ทุกรางวัล และทุบสถิติต่างๆ ลงได้เป็นว่าเล่น

ทั้งนี้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่กับเรอัล มาดริด 9 ฤดูกาล และมีสถิติยิงถล่มประตูให้กับทีมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ด้วยผลงานลงสนามไปทั้งสิ้น 438 นัดในทุกรายการ และยิงประตูคู่แข่งไปถึง 450 ลูก เฉลี่ยแล้ว คริสเตียโน่ โรนัลโด้  ยิงได้ 1 ประตูในการลงสนามทุกนัด

ซึ่ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้คว้าโทรฟี่สำคัญกับราชัน ชุดขาว ทั้งแชมป์ลาลีกา 2 สมัย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 4 สมัย ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ 3 สมัย และรางวัลบัลลงดอร์อีก 4 สมัย แต่หลังจากจบฤดูกาล 2017-18 ก็ถึงเวลาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ต้องเปลี่ยนสีเสื้ออีกครั้ง หลังจากไม่สามารถตกลงเรื่องสัญญาฉบับใหม่กับ เรอัล มาดริดได้ลงตัว โดยเป็นทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส มหาอำนาจแห่งศึกเซเรียอา อิตาลี ที่ยอมทุ่มเงิน 112 ล้านยูโร ดึงตัว CR7 โรนัลโด้ ในวัย 33 ปี ไปร่วมทีม พร้อมกับทำสถิตินักเตะอายุเกิน 30 ปีที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก

ยูเวนตุส

ในการย้ายมาทีม “ม้าลาย” ลุยศึกเซเรียอา อิตาลี   CR7 โรนัลโด้ ยังคงทำหน้าเป็นดาวยิงสังหารประตูได้อย่างอันตรายเช่นเดิม และช่วยพาทีมคว้าแชมป์เซเรียอา 2 สมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2018-19 และ 2019-20 และบวกกับแชมป์โคปปา อิตาเลีย 2020-21 อีก1ถ้วย

และนอกจากนี้ ในฤดูกาล 2020-2021 CR7 โรนัลโด้ ครองดาวซัลโวเซเรียอา ด้วยผลงานยิงประตูไป 29 ประตู ทำให้โรนัลโด้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะคนแรกที่ครองตำแหน่งดาวซัลโว 3 ลีกใหญ่ของยุโรป ทั้งเซเรียอา อิตาลี, ลาลีกา สเปน และ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

27 สิงหาคม 2021 คือวันที่ ทีมปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด    ประกาศบรรลุข้อตกลงทุกอย่างเรียบร้อย และต่อมา 31 สิงหาคม 2021 คือวันที่ทีมผีแดงประกาศเปิดตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คัมแบ็กสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัว 15 ล้านยูโร บวกกับอีก 8 ล้านยูโร ภายใต้สัญญา 2 ปี พร้อมมีออปชั่นขยายสัญญาออกไปได้อีก1ปี

นอกจากนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในวัย 36 ปี จะได้กลับมาสืบตำนาน CR7 สวมเสื้อหมายเลข 7 ให้แฟนผีแดงปลาบปลื้มกันอีกครั้ง หลังจากเจ้าของเสื้อเบอร์ 7 คนล่าสุดอย่าง เอดินสัน คาวานี่ เปลี่ยนไปใส่เสื้อหมายเลข 21 แทน แดเนียล เจมส์ ที่ย้ายไปยัง ทีมลีดส์ ยูไนเต็ด

และนี่คือความรู้สึกของ โรนัลโด้ ซึ่งบรรยายผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว สำหรับการคัมแบ็กสู่ทีมปีศาจแดงอีกครั้ง

ทีมชาติโปรตุเกส

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เริ่มรับใช้ชาติตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 15 ปี และขยับรุ่นขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งได้มาเล่นทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ตั้งแต่วัยเพียง 18 ปีเท่านั้นเมื่อปี 2003

ปีต่อมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ติดเป็น1ในขุนพลทีมฝอยทอง ลุยศึกฟุตบอลยูโร 2004 และช่วยพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะไปพ่ายต่อทีมชาติ กรีซ 0-1 ขณะเดียวกัน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีชื่อติดโผผู้เล่นทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์นี้ด้วย

หลังจากนั้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นหัวใจสำคัญของทีมชาติโปรตุเกสมาตลอด โดยมีผลงานชิ้นโบแดงคือ การพาทีมผงาดคว้าแชมป์ยูโร 2016 ซึ่งทัพโปรตุเกส  ต่อเวลาเฉือนชนะทีม “เจ้าภาพ” ฝรั่งเศส 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ และเป็นแชมป์รายการระดับเมเจอร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโปรตุเกส

และชื่อของ โรนัลโด้ ถูกจารึกสถิติเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูในนามทีมชาติได้มากที่สุดในโลก หลังจากยิงให้กับโปรตุเกสไปแล้วถึง 111 ประตู (สถิติ ณ วันที่ 1 กันยายน 2021) แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมคือ อาลี ดาอี ซึ่งยิงให้ อิหร่าน ไปทั้งสิ้น 109 ประตู

เกียรติประวัติ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

  • แชมป์พรีเมียร์ลีก : 2006–07, 2007–08, 2008–09
  • แชมป์เอฟเอคัพ : 2003-04
  • แชมป์ลีกคัพ : 2005–06, 2008–09
  • แชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ : 2007
  • แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : 2007-08
  • แชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ : 2008

เรอัล มาดริด

  • แชมป์ลาลีกา : 2011–12, 2016–17
  • แชมป์โกปา เดล เรย์ : 2010–11, 2013–14
  • แชมป์สแปนิช ซูเปอร์คัพ : 2012, 2017
  • แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : 2013–14, 2015–16, 2016–17, 2017–18
  • แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ : 2014, 2017
  • แชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ : 2014, 2016, 2017

ยูเวนตุส

  • แชมป์เซเรียอา : 2018–19, 2019–20
  • แชมป์โคปปา อิตาเลีย : 2020–21
  • แชมป์อิตาเลียน ซูเปอร์คัพ : 2018, 2020

ทีมชาติโปรตุเกส

  • แชมป์ยูโร : 2016
  • แชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก : 2018-19

 

เกียรติประวัติส่วนตัว

  • รางวัลบัลลงดอร์ : 2008, 2013, 2014, 2016, 2017
  • นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า : 2008
  • นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยม เดอะ เบสต์ ฟีฟ่า : 2016, 2017
  • นักเตะยอดเยี่ยมสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (PFA) : 2006–07, 2007–08
  • ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก : 2006–07, 2007–08
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมลาลีกา : 2013-14
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมเซเรียอา : 2019, 2020
  • ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก : 2007-08
  • ดาวซัลโวลาลีกา : 2010–11, 2013–14, 2014–15
  • ดาวซัลโวเซเรียอา : 2020-21