November 30, 2022

ประวัติ ลูก้า โมดริช  คีย์แมนคนสำคัญและกองกลางตัวรุกที่เก่งกาจ

 


นักเตะตำแหน่งกองกลางตัวรุกที่เก่งและสร้างสรรค์เกมที่เก่งและหาตัวจับยาก คงต้องยกให้ คนที่ชื่อ ลูก้า โมดริช

ชื่อ : ลูก้า โมดริช

วัน/เดือน/ปี เกิด  : 09/09/1985

อายุ : 37 ปี

ส่วนสูง/น้ำหนัก : 171/67

สโมสร : เรอัล มาดริด

ตำแหน่ง : กองกลางตัวรุก

ลูก้า โมดริช นั้นเกิดที่ ซาดาร์ ยูโกสลาเวีย ระหว่างสงครามปลดปล่อยตัวเองของโครเอเชีย โมดริช และครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน โมดริซี ใกล้กับ โอโบรวัช แต่พวกเขาต้องถูกบังคับให้อพยพไปจากบริเวณดังกล่าว เมื่อตอนที่โมดริช อายุ 6 ขวบ โดยพ่อของเขา สติเป เคยเป็นทหารโครเอเชีย และเขาเสียปู่ของตัวเองจากการสู้รบ ขณะที่ครอบครัวของเขากำลังหลีกภัยในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ ซาดาร์ พ่อของโมดริช กลับไปรับราชการทหารอีกครั้ง โดยเขาใช้เงินที่มีอยู่น้อยนิดในครอบครัว ผลักดันลูกชายของตัวเองเข้าโรงเรียนฟุตบอลในท้องถิ่น

หลังจากได้โชว์พรสวรรค์ด้านฝีเท้าให้หลายคนได้เห็น โมดริช ได้เซ็นสัญญากับทีม ดินาโม ซาเกร็บ ตอนอายุ 17 ปี ในปี 2002 ก่อนจะได้สัญญาถาวรในอีก 3 ปีถัดมา ตอนโมดริช อายุครบ 20 ปี  ซีซั่นแรกของเจ้าตัวไม่น่าประทับใจนัก เมื่อกองกลางร่างเล็ก ไม่อาจเปิดสกอร์แรกให้กับตัวเองได้ แต่ โมดริช เริ่มแข็งแกร่งขึ้นในปีถัดมา ก่อนจะยิงไปถึง 7 ลูก จากการลงสนาม 31 นัด และเจ้าตัวสามารถค้นพบตัวเองในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ในระบบ 4-2-3-1 อีกด้วย พร้อมกับช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลดังกล่าว และฤดูกาล 2006-07 โมดริช ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะพา ทีมดินาโม ป้องกันแชมป์ลีก ไว้ได้ อีกทั้งยังได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของลีก ประจำปีนั้นด้วย

ทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

ช่วงต้นฤดูกาล ดาวเตะร่างจิ๋ว ลูก้า โมดริช เจองานยากลำบากพอสมควร เพราะอยู่ในช่วงปรับตัว อีกทั้งเกมในอังกฤษเล่นกันหนัก ด้วยสรีระอันผอมบาง ส่งผลให้เจ้าตัวต้องล้มลุกคลุกคลานมากกว่าพาบอลไปข้างหน้า  ลูก้า โมดริช  ถูกจับให้มาเล่นตำแหน่งที่ไม่คุ้นเคยอย่างมิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกม (ต้องลงมาช่วยเกมรับ) ในระบบ 4-4-2 ทั้งที่ตำแหน่งของเขาต้องเป็นหน้าต่ำเท่านั้น ซ้ำร้ายกองกลางจอมเทคนิค ยังเจออาการบาดเจ็บเล่นงานจนเข้าๆออกๆในทีม

อนาคตของลูก้า โมดริช ทำท่าจะมืดมนกับสเปอร์ส แต่หลังจาก กุนซือ รามอส ถูกปลดออกไป พร้อมกับการเข้ามาของกุนซือใหม่ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ทำให้ ลูก้า เปลี่ยนเป็นคนละคน หลังจากถูกจับไปเล่นตำแหน่งถนัดคือหน้าต่ำ อยู่หลังกองหน้าอย่าง โรมัน พาฟลิวเชนโก้ สลับกับ ดาร์เรน เบนท์ ซึ่งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังนั้นเอง ลูก้า โมดริช กลับมาเป็นคนเดิมเหมือนกับที่เคยเล่นให้ ดินาโม ซาเกร็บ และ ทีมชาติโครเอเชียอีกครั้ง ก่อนจะพาทีมจบอันดับ 8 ในลีก

ทีม เรอัล มาดริด

ฤดูกาล 2012-13

วันที่ 12 สิงหาคม หลังจากตกเป็นข่าวว่าทีมยักษ์ใหญ่ต่างแย่งชิงดาวเตะรายนี้ไปร่วมทีมในที่สุดก็ได้ข้อตกลงว่าเป็น ราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด มหาอำนาจจากสเปนคว้าตัวไปร่วมทัพได้จนได้ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปีเต็มและราคาอยู่ที่ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,314 ล้านบาท) หลังจากนั้น 2 วันประเดิมลงสนามเป็นตัวสำรองในเกมสำคัญที่พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลน่า สแปนิช ซูเปอร์ คัพ และต้นสังกัดก็สามารถเอาชนะไปได้จึงกลายเป็นโทรฟี่แรกที่เจ้าตัวคว้าได้หลังจากเซ็นสัญญาได้เพียง 36 ชั่วโมงเท่านั้นแต่ถึงอย่างงั้น โมดริช ที่อยู่ภายใต้การคุมบังเหียนของ โจเซ่ มูรินโญ่ ยังต้องจำเป็นต้องปรับตัวอีกเยอะจนช่วงแรกตกเป็นสำรองซะส่วนใหญ่

วันที่ 3 พฤศจิกายน ลูก้า โมดริช สามารถพังประตูแรกในเสื้อราชันชุดขาวได้สำเร็จในการถล่มเอาชนะ เรอัล ซาราโกซ่า ขาดลอย 4-0 แต่ด้วยผลพวงจากการลงสนามที่ไม่ต่อเนื่องทำให้มิดฟิลด์โครแอตรายนี้ยังโชว์ฟอร์มไม่เด่นเหมือนตอนที่อยู่ สเปอร์ส จึงส่งผลให้ตัวเขาทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่นักในฤดูกาลแรกกับ ทีมเรอัล มาดริด

ฤดูกาล 2013-14

แต่หลังจากทางสโมสรตัดสินใจตะเพิด กุนซือ โจเซ่ มูรินโญ่ พ้นเก้าอี้พร้อมกับการเข้ามาของ คาร์โล อันเชล็อตติ ทำให้ โมดริช ได้เฉิดฉายอีกครั้งเนื่องจากเขากลายเป็นกำลังหลักของ อันเชล็อตติ ทันทีโดยลงประสานงานร่วมกับแข้งตัวเก๋าอีกคนอย่าง ชาบี อลอนโซ่ ในการขับเคลื่อนเกมตรงกลางและเขาก็ไม่ทำให้แฟนบอลราชันชุดขาวผิดหวังเนื่องจากมีสถิติการผ่านบอลที่ดีที่สุดในศึก ลา ลีกา สูงถึง 90% และเป็นส่วนสำคัญในการปัดกวาดบอลก่อนถึงแผงหลัง ซึ่งประตูที่สามารถทำได้เกิดขึ้นในรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบแบ่งกลุ่มในการพบกับ โคเปเฮเก้น ยอดทีมจากเดมมาร์กหลังจากนั้นก็ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเรื่อยมา

และไม่นาน ลูก้า โมดริช  ก็ลงเล่นครบ 100 นัดเป็นทีเรียบร้อยในเกมพบศึกหนักอย่าง ทีม เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค โคตรทีมจากเมืองเบียร์ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศก่อนที่โชว์ฟอร์มเด่นด้วยการจัดจ่าย 1 แอสซิสต์ในเกมนัดที่2 ที่เอาชนะ “เสือใต้” ขาดลอย 4-0 พร้อมกับพา ราชัน ชุดขาว  เรอัล มาดริด ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีด้วยผลงานอันโดดเด่น  และ ลูก้า โมดริช  ก็มีชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ของยูฟ่าด้วย จนกระทั่งในวันที่ 24 พฤษภาคมในเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยส์ลีก ที่ต้องพบกับ ทีม ตราหมี แอตฯมาดริด ก็ยังจ่ายอีก1แอสซิสต์ช่วยให้ทีมตามไล่ตีเสมอในนาทีที่ 93 ก่อนต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาทีและเป็น ทีมราชันชุดขาว ที่เด็ดขาดกว่าเอาชนะไปได้ 4-1 พร้อมเถลิงแชมป์ยุโรปแบบสะใจและลูก้า โมดริช ได้เป็น 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมของสมาคมยูฟ่าในฤดูกาลนี้ด้วย

ฤดูกาล 2015-16

ซึ่งหลังจาก ซีดาน เข้ามากุมบังเหียน ลูก้า โมดริช ได้ออกมาเผยว่า ซีดาน จะกลายเป็นกุนซือที่ยอดเยี่ยมในอนาคตได้เพราะเขามีสัมพันธ์ที่ดีกับลูกทีมทุกคน หลังจากสลัดคราบเดี้ยงกลับมาได้ 7 กุมภาพันธ์ โมดริช กลายเป็นฮีโร่ยิงซัดชัยพาทีมเฉือน กรานาด้า 2-1 และพร้อมกลับมาเป็นตัวหลักอีกครั้ง

ฤดูกาล 2016-17

แม้ซีซั่นที่ผ่านมาจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนมาโดยตลอดแต่ถึงกระนั้น เรอัล มาดริด ก็ได้กันท่าทุกทีมด้วยการขยายสัญญาออกไปอีกจนถึง 2020 เช่นเดียวกับฤดูกาลนี้ก็ได้ลงสนามต่อเนื่องจนเป็นส่วนสำคัญพาต้นสังกัดเถลิงแชมป์ลา ลีกา มาครองได้สำเร็จยิ่งไปกว่านั้น เรอัล มาดริด ก็ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกครั้งโดยจะพบกับ ยูเวนตุส และโมดริช  ก็พา ราชันชุดขาว สามารถคว้าถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกไปครองได้

ทีมชาติโครเอเชีย

ลูก้า โมดริช เริ่มลงเล่นในชุดเยาวชนมาตั้งแต่ ยู-17, ยู-19 และ ยู-20 ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นเล่นในชุดใหญ่ในปี 2006 ที่พบกันทีมชาติอาร์เจนติน่า

ฟุตบอลโลก 2006

ลูก้า โมดริช เริ่ม ลงเล่นในรอบคัดเลือกไปทั้งหมด 2 นัดในการพบกับทีมชาติ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ภายใต้การนำทัพของ สลาเวน บิลิช แต่ก็ไม่สามารถพาทีมไปถึงฝั่งฝันได้ตกรอบไปเป็นที่เรียบร้อย

ยูโร 2008

ด้วยฟอร์มที่กำลังร้อนแรงกับต้นสังกัด ลูก้า โมดริช ถูกคาดหวังว่าจะเป็นคีย์แมนคนสำคัญพาทีมชาติทะลุเข้าสู่รอบลึกๆให้ได้ และก็เป็นอย่างนั่นเพราะ โมดริช เป็นคีย์แมนหลักจนสามารถพาทีมทะเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จก่อนจะเป็นฝ่ายพ่ายต่อ ตุรกี 1-3 ในการดวลจุดโทษซึ่งที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้นก็คือเจ้าตัวสังหารจุดโทษพลาด

ยูโร 2016

ลูก้า โมดริช  ในรอบคัดเลือกสามารถทำประตูได้และนับเป็นประตูแรกนามทีมชาติในรอบ 3 ปีเลยทีเดียว 3 มีนาคม 2015 ในการเตะรอบคัดเลือกที่พบกับ อาเซอร์ไบจาน นับเป็นเกียรติอย่างมากเพราะได้รับหน้าที่เป็นกัปตันทีมนั่นเอง สำหรับรอบแบ่งกลุ่มนั้น โมดริช โชว์ลูกยิงไกลสุดสวยจากระยะ 25 เมตรในเกมพบกันตุรกีและได้รับตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ พ่วงอีกด้วย